
ยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา
อยุธยาในช่วงแรกนั้นมิได้เป็นศูนย์กลางของชาวไทยในดินแดนคาบสมุทรอินโดจีนทั้งปวง แต่ด้วยความเข้มแข็งที่ทวีเพิ่มขึ้นประกอบกับวิธีการทางการสร้างความสัมพันธ์กับชาวไทยกลุ่มต่าง ๆ ในที่สุดอยุธยาก็สามารถรวบรวมกลุ่มชาวไทยต่างๆ ในดินแดนแถบนี้ให้เข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจอย่างหลวม ๆ ได้ กระทั่งเมื่อพม่าได้เข้ามารุกรานและสามารถครอบครองอยุธยาได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง อยุธยาจึงได้หล่อหลอมเป็นอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแท้จริง ซึ่งก็ได้สร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับอยุธยาเป็นอย่างมาก แต่ด้วยปัญหาความขัดแย้งภายในที่มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดอยุธยาก็ไม่สามารถเป็นศูนย์รวมความสามัคคีของชาวไทยทั้งมวลได้ ทำให้ต้องถูกทำลายลงโดยกองทัพของพม่าอย่างง่ายดายเกินความคาดหมาย การล่มสลายลงของอาณาจักรอยุธยาทำให้ระบบระเบียบที่กลายเป็นอุปสรรคต่อการบริหารนั้นถูกทำลายลง ความเข้มแข็งของอยุธยาจึงถูกแสดงออกภายหลังจากการล่มสลายลงของตัวมันเอง การประกาศเอกราชจากพม่าในเวลาอันสั้นในขณะที่ฝ่ายพม่าก็มีปัญหาเช่นกันอาจมิใช่ตัวอย่างที่ดีที่จะยกมาอ้างอิง แต่การก่อร่างสร้างอาณาจักรของชาวไทยขึ้นมาใหม่ ท่ามกลางสภาพความแตกแยกและความพยายามที่จะเข้ามารุกรานจากกลุ่มชาวต่างๆ รายรอบนั้นย่อมแทบที่จะเป็นไปไม่ได้หากอาณาจักรอยุธยามิได้ฟูมฟักความเข้มแข็งนี้ไว้ให้ อาณาจักรใหม่ของชาวไทยยังต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในอีกรอบหนึ่งระหว่างกลุ่มขุนนางระดับล่างและกลุ่มขุนนางระดับสูงจาก อาณาจักรอยุธยาเดิม ซึ่งในที่สุดกลุ่มขุนนางระดับสูงจากอาณาจักรอยุธยาเดิมก็ได้รับชัยชนะ เนื่องจากเมื่ออาณาจักรเริ่มมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น ความสามารถในเชิงรัฐศาสตร์และการเมืองอันลึกซึ้ง ย่อมทวีความสำคัญมากกว่าความสามารถในการสงครามประการเดียวการปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยาระยะแรกสมัยกรุงศรีอยุธยาระยะแรกกำหนดโดยถือเอารูปแบบการปกครองที่มีแนวเดียวกัน คือ ตั้งแต่สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชานีสมัยสมเด็จ พระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) จนถึง สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) แบ่งการปกครองออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการฝ่ายบริหารพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในการบริการาชการผ่านดินและเป็นพระเจ้าแผ่นดินอย่างสมบูรณ์ ดังข้อความในพระไอยการลักษณะเบ็ดเสร็จที่ประกาศเมื่อ พ.ศ.๑๙๐๒ กำหนดให้แผ่นดินทั่วแว่นแคว้นเป็นที่ที่พระมหากษัตริย์ให้ราษฎรอาศัยอยุ่ห้ามซื้อขายแก่กัน ส่วนการควบคุมปกครองดูแลราษฎรกำหนดไว้ในพระไอยการบานแผนก ความว่า ให้เจ้าพญาแลพญา พระมหาราชครู พระหลวง เมือง เจ้าราชนิกูล ขุนหมื่น พัน ทนาย ฝ่ายทหาร พลเรือน สมใน สมนอก สังกัดพันทั้งปวงให้ยื่นเทบียรหางว่าวหมู่ไพร่หลวง แลภักพวกสมกำลัง เลกไท เลกทาษ ขึ้นไว้แก่สัศดีซ้ายขวาจงทุกหมู่ทุกกรม? แสดงถึงการบริหาร บ้านเมืองแบบกึ่งกระจายอำนาจและแม้ว่ากฎหมายต่าง ๆ ดูจะให้อำนาจล้นพ้นแก่พระมหากษัตริย์ในการบริหารบ้านเมือง แต่จริง ๆ แล้ว มีข้อจำกัดพระราชอำนาจ เช่น ความเป็นธรรมราชา และพระราชกำหนดกฎหมายต่าง ๆ ที่ โปรดเกล้าฯ ให้ตราขึ้นไว้เพื่อทัดทานการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่อาจจะมิชอบด้วยเหตุผล การปกครองทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ได้ทรงวางระเบียบโดยแบ่งเมือง เป็นชั้น ๆ คือ กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และศูนย์กลางสำหรับส่วนกลางหรือราชธานี จัดระเบียบบริหารตามแบบเขมร คือ จัดเป็นจัตุสดมภ์ ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา มีหน้าที่ดังนี้๑.เวียงหรือเมือง มีขุนเมืองปกครองท้องที่บังคับบัญชาขุนและแขวงในกรุง รักษา ความเรียบร้อยปราบปรามโจรผู้ร้ายและลงโทษผู้ทำผิด๒.วัง มีขุนวังดูแลราชการเกี่ยวกับราชสำนัก รักษาพระราชมณเฑียร พระราชวังชั้นนอก ชั้นใน พระราชพิธี ทั้งปวง บังคับบัญชาราชการฝ่ายใน รวมทั้งพิจารณาพิพากษาคดีของราษฎรเป็นการแบ่งเบาพระราชภาระในด้านตุลาการ๓.กรมคลัง มีขุนคลัง ทำหน้าที่จัดการ เกี่ยวกับพระราชทรัพย์การการภาษีอากร๔.กรมนา มีขุนนาทำหน้าที่ดูแลการทำไร่ทำนา และจัดหารักษาเสบียงอาหารสำหรับพระนครเมืองลูกหลวงหรือเมืองหน้าด่าน ตั้งอยุ่ ๔ ทิศ สำหรับป้องกันราชานี ระยะทางไปมาถึงกันภายใน ๒ วัน คือ เมืองลพบุรี เมือนนครนายก เมืองพระปะแดง และเมืองสุพรรณบุรี มีพระ ราชโอรสหรือเจ้านายชั้นสูงปกครองมีหัวเมืองชั้นในอยู่ถัดออกไป คือ ทิศเหนือมีเมืองพรหมบุรี เมืองอินทร์บุรี เมืองสิงห์ เมืองแพรก (เมืองสรรค์) ทิศตะวันออกมีเมืองปราจีนบุรี เมืองฉะเชิงเทรา เมืองชลบุรี ทิศใต้มี เมืองเพชรบุรี ทิศตะวันตกมีเมืองราชบุรี พระมหากษัตริย์แต่งตั้งเจ้าเมืองจากส่วนกลางให้ไปปกครองเมืองเหล่านี้เมืองที่อยู่ไกลออกไป คือ เมืองเจ้าพระยามหานครหรือหัวเมืองชั้นนอก เป็นเมืองใหญ่ เช่น เมืองนครราชสีมา (โคราดบุรี) เมืองจันทบุรี เมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง เมืองสงขลา เมืองตะนาวศรี เมืองทวาย เมืองเชียงกราน เป็นต้น มีเจ้า นายชั้นสูงไปปกครองเมืองที่อยู่ไกลออกไปมาก ประชาชนเป็นชาวต่างชาติต่างภาษากับอยุธยา เรียกว่าเมืองประเทศราช ได้แก่ เมืองกัมพูชา มะละกา และยะโฮว์การบริหาราชการส่วนภูมิภาคแบบนี้มีข้อเสียตรงที่ว่า หัวเมืองชั้นนอกอยู่ไกลจากราชธานีระยะเดินทางหลายวันมาก ส่วนกลางไม่สามารถควบคุมใกล้ชิด เจ้าเมืองเหล่านี้จึง ปกครองบ้านเมืองอย่างแทบไม่ต้องขึ้นกับการบริหารราชการส่วนกลางเลย ดังนั้น ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรัชกาลหรือกษัตริย์ที่ปกครองอ่อนแอ ความวุ่นวายมักจะเกิดขึ้นโดยเจ้าเมืองคิดตั้งตัวเป็นอิสระ ทำให้ไม่มีความเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกันของราชอาณาจักร นอกจากนั้น เมืองลุกหลวงหรือเมืองหน้าด่านที่ให้พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงไปปกครองนั้น เป็นเมืองที่มีความสำคัญสำหรับป้องกันราชธานี ดังนั้น จึงต้องมีความเข้มแข็งมั่นคงมาก เมื่อเข้มแข็งและมั่น คงถึงขนาดอาจท้าทายพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ได้ โดยเฉพาะถ้ามีการเปลี่ยนรัชกาลใหม่ เจ้าเมืองลูกหลวงอาจกระด้างกระเดื่องและที่ร้ายแรงหนักถึงขนาดยกทัพมาช่วงชิงพระราชบัลลังก์ก็มีมาแล้วฝ่ายนิติบัญญัติ
การปกครองสมัยอยุธยาตอนต้น มีลักษณะดังนี้การปกครองระยะนี้เริ่มเมื่อ (พ.ศ.1893-1991 )สมัยพระเจ้าอู่ทองถึงสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 แบ่งการปกครองได้ 2 ส่วนส่วนที่ 1) การปกครองส่วนกลาง การปกครองในเขตราชธานี และบริเวณโดยรอบราชธานีโดยได้จัดรูปแบบการปกครองแบบเขมร จัดหน่วยการปกครองเป็น 4 หน่วย แต่ละหน่วยมีเสนาบดีบริหารงาน ได้แก่ กรมเวียง (ดูแลในเขตเมืองหลวง) กรมวัง(ดูแลพระราชสำนักและพิจารณาคดี) กรมคลัง(ดูแลพระราชทรัพย์) กรมนา (จัดเก็บภาษีและจัดหาเสบียงสำหรับกองทัพ)ส่วนที่ 2) การปกครองส่วนหัวเมือง แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ1. เมืองลูกหลวง หรือเมืองหน้าด่าน ตั้งอยู่รอบราชธานี 4 ทิศ เช่น ลพบุรี นครนายก พระประแดง สุพรรณบุรี ให้โอรสหรือพระราชวงศ์ชั้นสูงไปปกครอง 2. หัวเมืองชั้นใน อยู่ถัดจากเมืองลูกหลวงออกไป ได้แก่ พรหมบุรี สิงห์บุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตะนาวศรี ไชยา นครศรีธรรมราช ให้ขุนนางที่กษัตริย์แต่งตั้งไปปกครอง 3.หัวเมืองชั้นนอก หรือหัวเมืองพระยามหานครคือหัวเมืองขนาดใหญ่ห่างจากราชธานีผู้ปกครองสืบเชื้อสายมาจากเจ้าเมืองเดิมหรือตัวแทนที่ราชธานีส่งมาปกครอง 4. เมืองประเทศราช เป็นเมืองที่ยังได้ปกครองตนเองเพราะอยู่ไกลที่สุด มีความเป็นอิสระเหมือนเดิมแต่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการตามกำหนดส่งกองทัพมาช่วยเวลาสงคราม เช่นสุโขทัย เขมร เป็นต้นการปกครองสมัยอยุธยาตอนกลาง ( 1991-2231) มีลักษณะดังนี้ ช่วงเวลาทางการเมืองสมัยอยุธยาตอนกลางได้มีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ ทางการเมือง โดยมีสถาบันกษัตริย์เป็นหลักในการปกครองแบ่งได้ 2 ช่วงช่วงที่ 1 เป็นช่วงสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงปรับปรุงการปกครองใหม่เนื่องจากปัจจัยหลายๆอย่างเช่น เศรษฐกิจ ควบคุมหัวเมืองได้ไม่ทั่วถึง และเมืองลูกหลวงหรือเมืองหน้าด่านมีอำนาจมากขึ้น และมักแย่งชิงบัลลังก์อยู่เนืองๆ ประกอบกับอาณาเขตที่กว้างขวางกว่าเดิมพระองค์ได้จัดการแยก ทหารและ พลเรือนออกจากกัน และจัดการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ทำให้ราชธานีมีอำนาจมากขึ้น มีการควบคุมเข้มงวดมากขึ้น มีการปฏิรูปการปกครองแยกเป็น 2 ส่วน คือส่วนกลางและหัวเมือง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแยกการปกครองส่วนกลางเป็น 2 ฝ่าย คือ ทหารและพลเรือน ทหาร มี สมุหกลาโหมดูแล ส่วนพลเรือนมี สมุหนายก ดูแล สมุหนายก มีอัครมหาเสนาบดีตำแหน่ง สมุหนายก ดูแล ข้าราชการฝ่ายพลเรือนทั้งในราช สมุหกลาโหม มีอัครมหาเสนาบดีตำแหน่งสมุหพระกลาโหมเป็นผู้ดูแลฝ่ายทหาร ทั้งในราชานีและหัวเมือง และยังได้ปรับปรุงจตุสดมภ์ภายใต้การดูแลของ สมุหนายก อัครมหาเสนาบดีผู้ดูแลปรับเปลี่ยนชื่อเป็น ออกญาโกษาธิบดีการปฏิรูปส่วนหัวเมือง แยกเป็น 3 ส่วนหัวเมืองชั้นใน ยกเลิกหัวเมืองลูกหลวง จัดตั้งเป็นเมืองชั้นใน ทรงขุนนางไปครองเรียก ผู้รั้ง หัวเมืองชั้นนอก คือหัวเมืองประเทศราชเดิม ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอยุธยาเรียกว่า เมืองพระยามหานคร จัดการปกครองใกล้ชิด เช่น พิษณุโลก นครศรีธรรมราช เป็นเมืองชั้นเอก โท และตรี เมืองประเทศราช คือเมืองชาวต่างชาติที่ยอมอยู่ใต้อำนาจ เช่น ตะนาวศรี ทะวาย เขมร ให้เจ้านายพื้นเมืองเดิมปกครอง ส่งบรรณาการและกองทัพมาช่วยเวลาเกิดสงคราม ช่วงที่ 2 ตรงกับสมัยพระเพทราชา ถ่วงดุลอำนาจทางทหารโดยให้สมุหกลาโหม และสมุหนายก ดูแลทั้งทหารและพลเรือน โดยแบ่ง หัวเมืองใต้ ให้สมุหกลาโหมดูแลหัวเมืองทางใต้และพลเรือน ส่วนพลเรือนและทหารฝ่ายเหนือให้ สมุหกลาโหมดูแลการปกครองสมัยอยุธยาตอนปลาย ( ในช่วง 2231-2310) มีลักษณะดังนี้ พอถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ครองราชย์ ทรงปรับเปลี่ยนอำนาจทางทหาร เพื่อถ่วงดุลมากขึ้นโดย ให้พระโกษาธิบดีหรือพระคลัง ดูแลทหารและพลเรือนทางใต้ แทนสมุหกลา-โหม ส่วนสมุหนายก ยังคงเหมือนเดิม การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยอยุธยาตั้งแต่ตอนต้นจนถึงตอนปลายนั้น กระทำเพื่อการรวมอำนาจสู่ศูนย์กลางให้มากที่สุด เพื่อถ่วงอำนาจ ระหว่างเจ้านาย และ ขุนนาง ไม่ให้เป็นภัยต่อพระมหากษัตริย์นั้นเองเข้าใจชัดแล้วใช่ไหมว่า ทำไมอยุธยาต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการปกครองค่อนข้างบ่อยเหตุผลก็เพื่อความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ที่เป็นหลักในการปกครองนั่นเองสรุป การปกครองสมัยอยุธยามีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางการเมืองโดยมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือพยายามรวมอำนาจการปกครองสู่ส่วนกลาง และควบคุมการปกครองหัวเมืองต่างๆให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น พร้อมกับพยายามจัดรูปแบบการปกครอง เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับกลุ่มเจ้านายและขุนนาง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการปกครอง ดังนั้น สมัยอาณาจักรอยุธยาจึงเกิดการแย่งชิงอำนายทางการเมืองระหว่างพระมหากษัตริย์ เจ้านาย และขุนนาง ตลอดจนสิ้นอยุธยา
สมัยอยุธยาตอนกลาง
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงปรับปรุงรูปแบบการปกครองใหม่ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและสอดคล้องกับอาณาเขตที่ขยายออกไป ดังนี้1. การปกครองส่วนกลาง ยังคงใช้การปกครองแบบจตุสดมภ์ แต่เปลี่ยนชื่อใหม่และปรับปรุงขอบเขตอำนาจหน้าที่ ดังนี้1.1 กรมเวียง เปลี่ยนเป็น นครบาล1.2 กรมวัง เปลี่ยนเป็น ธรรมาธิกรณ์์1.3 กรมคลัง เปลี่ยนเป็น โกษาธิบดี1.4 กรมนา เปลี่ยนเป็น เกษตราธิการนอกจากนั้นได้ทรงแยกกิจการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนออกจากกัน โดยตั้งตำแหน่งผู้รับผิดชอบเพิ่มขึ้นอีก 2 ตำแหน่ง1. สมุหพระกลาโหม มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการทหารทั่วราชอาณาจักร2. สมุหนายก มีหน้าที่รับผิดชอบกิจการพลเรือน รวมทั้งจตุสดมภ์ทั้ง 4 ควบคุมบัญชีไพร่ทั่วราชอาณาจักร
2. การปกครองหัวเมือง
สมัยอยุธยาตอนกลาง
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงปรับปรุงรูปแบบการปกครองใหม่ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและสอดคล้องกับอาณาเขตที่ขยายออกไป ดังนี้1. การปกครองส่วนกลาง ยังคงใช้การปกครองแบบจตุสดมภ์ แต่เปลี่ยนชื่อใหม่และปรับปรุงขอบเขตอำนาจหน้าที่ ดังนี้1.1 กรมเวียง เปลี่ยนเป็น นครบาล1.2 กรมวัง เปลี่ยนเป็น ธรรมาธิกรณ์์1.3 กรมคลัง เปลี่ยนเป็น โกษาธิบดี1.4 กรมนา เปลี่ยนเป็น เกษตราธิการนอกจากนั้นได้ทรงแยกกิจการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนออกจากกัน โดยตั้งตำแหน่งผู้รับผิดชอบเพิ่มขึ้นอีก 2 ตำแหน่ง1. สมุหพระกลาโหม มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการทหารทั่วราชอาณาจักร2. สมุหนายก มีหน้าที่รับผิดชอบกิจการพลเรือน รวมทั้งจตุสดมภ์ทั้ง 4 ควบคุมบัญชีไพร่ทั่วราชอาณาจักร
2. การปกครองหัวเมือง
2.1 หัวเมืองชั้นใน ได้แก่ เมืองที่อยู่ใกล้กรุงศรีอยุธยาหรือราชธานี
2.2 หัวเมืองชั้นนอก ได้แก่ เมืองที่อยู่ห่างราชธานีออกไป แบ่งออกเป็น เมืองเอก โท ตรีตามขนาดและความสำคัญของเมือง พระมหากษัตริย์จะแต่งตั้งเจ้านายหรือขุนนางชั้นสูงไปปกครอง
2.3 เมืองประเทศราช เป็นเมืองที่อยู่ห่างไกลราชธานี ยังคงให้เจ้านายเชื้อสายเจ้าเมืองเดิมเป็นผู้ปกครองอย่างอิสระ โดยให้ส่งบรรณาการคือ ต้นไม้เงินต้นไม้ทอง และสิ่งของหายากที่มีอยู่ในเมืองนั้น ไปถวายพระมหากษัตริย์ตามเวลาที่กำหนด
สมัยอยุธยาตอนปลายสมเด็จพระเพทราชาทรงเห็นว่าการแยกกิจการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนออกจากกันอย่างเด็ดขาดไม่เป็นผลดี โดยเฉพาะในยามสงคราม บ้านเมืองต้องการกำลังพลในการสู้รบจำนวนมาก จึงแยกอำนาจหัวเมืองออกเป็น 3 ฝ่าย
สมัยอยุธยาตอนปลายสมเด็จพระเพทราชาทรงเห็นว่าการแยกกิจการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนออกจากกันอย่างเด็ดขาดไม่เป็นผลดี โดยเฉพาะในยามสงคราม บ้านเมืองต้องการกำลังพลในการสู้รบจำนวนมาก จึงแยกอำนาจหัวเมืองออกเป็น 3 ฝ่าย
1. ให้สมุหพระกลาโหม รับผิดชอบทั้งด้านทหารและพลเรือน ปกครองหัวเมืองฝ่ายใต้ตั้งแต่เพชรบุรีลงไป
2. ให้สมุหนายก รับผิดชอบทั้งด้านทหารและพลเรือน ปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือและหัวเมืองอีสาน
3. หัวเมืองชายทะเลตะวันออก ให้อยู่ในความปกครองดูแลของโกษาธิบดีหรือพระคลัง
กฎหมายและการศาลสมัยอยุธยามีการประกาศใช้กฎหมายหลายฉบับ กฎหมายที่สำคัญสำหรับใช้ในการปกครองสมัยอยุธยา เช่นกฎมณเฑียรบาล เป็นกฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องกับองค์พระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ ซึ่งจะพิทักษ์รักษาความปลอดภัยให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ และมีลักษณะถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางและราษฎรนอกจากนี้ยังมีกฎหมายเพื่อรักษาความสงบของบ้านเมือง ควบคุมราษฎรมิให้ถูกขุนนางรังแก เช่น กฎหมายลักษณะทาส กฎหมายลักษณะกู้หนี้การพิจารณาคดีในศาลในสมัยอยุธยา จะมีตุลาการทำหน้าที่ดำเนินการฟ้องร้องและลงโทษผู้กระทำผิด สำหรับการพิพากษาคดีดำเนินการโดยพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย เรียกว่า"ลูกขุน ณ ศาลหลวง" เป็นผู้พิจารณาตัดสินและลงโทษ
เศรษฐกิจของอาณาจักรอยุธยาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของอาณาจักรอยุธยาอยู่ที่การเกษตรกรรมและการค้า1. การเกษตรกรรมอาณาจักรอยุธยาตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีดินและน้ำอุดมสมบูรณ์พืชสำคัญที่ปลูกคือข้าว รองลงมาได้แก่ พริกไทย ฝ้าย หมาก และไม้ผลต่าง ๆ ลักษณะทางเศรษฐกิจเป็นการเกษตรแบบพอยังชีพ ส่วนที่เหลือจึงจะส่งไปขายต่างประเทศ2. การค้ากรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวคือ เป็นแหล่งรวมสินค้าของป่า เช่น หนังกวาง ไม้ฝาง ครั่ง กำยาน ซึ่งเป็นสินค้าที่ตลาดภายนอกประเทศต้องการเป็นอย่างมาก อยุธยามีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางรวบรวมสินค้าจากดินแดนภายใน ส่งขายให้กับพ่อค้าต่างประเทศที่เข้ามาติดต่อค้าขายที่กรุงศรีอยุธยาลักษณะการค้าสมัยอยุธยา เป็นการค้าแบบผูกขาด ซึ่งดำเนินการโดยพระมหากษัตริย์เจ้านายและขุนนาง มี "พระคลังสินค้า" เป็นหน่วยงานช่วยดูแลเกี่ยวกับการติดต่อกับต่างประเทศด้วย
รายได้ของอาณาจักรราชสำนักอยุธยามีรายได้มหาศาลจากการค้าขายกับต่างประเทศ ได้แก่ ผลกำไรจากการค้าภาษีสินค้าขาเข้าและภาษีสินค้าขาออก นอกจากนี้ยังมีรายได้ที่เรียกเก็บจากประชาชนในกิจกรรมต่าง ๆแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
กฎหมายและการศาลสมัยอยุธยามีการประกาศใช้กฎหมายหลายฉบับ กฎหมายที่สำคัญสำหรับใช้ในการปกครองสมัยอยุธยา เช่นกฎมณเฑียรบาล เป็นกฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องกับองค์พระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ ซึ่งจะพิทักษ์รักษาความปลอดภัยให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ และมีลักษณะถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางและราษฎรนอกจากนี้ยังมีกฎหมายเพื่อรักษาความสงบของบ้านเมือง ควบคุมราษฎรมิให้ถูกขุนนางรังแก เช่น กฎหมายลักษณะทาส กฎหมายลักษณะกู้หนี้การพิจารณาคดีในศาลในสมัยอยุธยา จะมีตุลาการทำหน้าที่ดำเนินการฟ้องร้องและลงโทษผู้กระทำผิด สำหรับการพิพากษาคดีดำเนินการโดยพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย เรียกว่า"ลูกขุน ณ ศาลหลวง" เป็นผู้พิจารณาตัดสินและลงโทษ
เศรษฐกิจของอาณาจักรอยุธยาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของอาณาจักรอยุธยาอยู่ที่การเกษตรกรรมและการค้า1. การเกษตรกรรมอาณาจักรอยุธยาตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีดินและน้ำอุดมสมบูรณ์พืชสำคัญที่ปลูกคือข้าว รองลงมาได้แก่ พริกไทย ฝ้าย หมาก และไม้ผลต่าง ๆ ลักษณะทางเศรษฐกิจเป็นการเกษตรแบบพอยังชีพ ส่วนที่เหลือจึงจะส่งไปขายต่างประเทศ2. การค้ากรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวคือ เป็นแหล่งรวมสินค้าของป่า เช่น หนังกวาง ไม้ฝาง ครั่ง กำยาน ซึ่งเป็นสินค้าที่ตลาดภายนอกประเทศต้องการเป็นอย่างมาก อยุธยามีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางรวบรวมสินค้าจากดินแดนภายใน ส่งขายให้กับพ่อค้าต่างประเทศที่เข้ามาติดต่อค้าขายที่กรุงศรีอยุธยาลักษณะการค้าสมัยอยุธยา เป็นการค้าแบบผูกขาด ซึ่งดำเนินการโดยพระมหากษัตริย์เจ้านายและขุนนาง มี "พระคลังสินค้า" เป็นหน่วยงานช่วยดูแลเกี่ยวกับการติดต่อกับต่างประเทศด้วย
รายได้ของอาณาจักรราชสำนักอยุธยามีรายได้มหาศาลจากการค้าขายกับต่างประเทศ ได้แก่ ผลกำไรจากการค้าภาษีสินค้าขาเข้าและภาษีสินค้าขาออก นอกจากนี้ยังมีรายได้ที่เรียกเก็บจากประชาชนในกิจกรรมต่าง ๆแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. จังกอบคือค่าผ่านด่านขนอนทางบกและทางน้ำ ซึ่งเรียกเก็บจากสินค้า โดยเก็บชักส่วนในอัตรา 10 ชัก 1หรือเรียกเก็บเป็นเงินตามขนาดของยานพาหนะที่ขนสินค้า
2. ส่วยคือสิ่งของหรือเงินตราที่ไพร่ส่วยต้องเก็บส่งราชสำนักตามอัตราที่กำหนด
3. อากรคือภาษีที่ชักส่วนจากผลประโยชน์ที่ประชาชนทำมาหากินได้ เช่น อากรค่านาเรียกว่าหางข้าวหรืออากรค่าสวน อากรค่าน้ำ
4. ฤชาคือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เรียกเก็บจากประชาชนเมื่อประชาชนไปติดต่อราชการ เช่นค่าออกโฉนดที่ดิน
4.ไพร่หมายถึง ประชาชนทั่วไปในสังคมทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ในสังคมที่ต้องขึ้นสังกัดมูลนาย ตามกรมกองแห่งใดแห่งหนึ่ง หน้าที่ของไพร่ คือ เข้าเวรรับราชการตามระยะเวลาที่ทางราชการกำหนดทุกปี มิฉะนั้นต้องส่งสิ่งของหรือเงินมาทดแทน ไพร่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
4.1 ไพร่หลวง คือ ไพร่ของหลวง ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งพระองค์ทรงแจกจ่ายให้ไปรับราชการตามกรมกองต่าง ๆ
4.2 ไพร่สม คือไพร่ส่วนตัวของเจ้านายและขุนนาง ขึ้นทะเบียนสักหมายหมู่ในสังกัดมูลนายรับใช้มูลนายในยามปกติไพร่ทั้งสองประเภทจะทำหน้าที่ต่างกัน แต่ในยามสงครามต่างก็ถูกเกณฑ์มาทำการรบด้วยกันทั้งหมด
5. ทาสหรือข้าเป็นกลุ่มคนระดับล่างสุดของสังคม ถือเป็นสมบัติส่วนตัวของนาย มีหน้าที่หลักคือรับใช้นายเงิน แต่ในยามที่บ้านเมืองเิกิดสงครามก็มีโอกาสถูกเกณฑ์ไปรบด้วยเช่นกัน
ความสัมพันธ์กับต่างประเทศสมัยอยุธยาุในสมัยอยุธยาตอนต้น มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาค้าขายและอาศัยอยู่ในอาณาจักร ที่สำคัญ่ได้แก่ ชาวจีน อินเดีย อาหรับ มลายู จนกระทั่งในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 พ.ศ. 2054 ได้มีชาวโปรตุเกสซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติแรกเดินทางเข้ามาติดต่ออยุธยา และได้ทำสนธิสัญญาระหว่างกันในปี พ.ศ. 2059 โดยทางอยุธยาอนุญาตให้ชาวโปรตุเกสเข้ามาค้าขายกับอยุธยาและเมืองท่าอื่น ๆ ได้ภายหลังต่อมา มีชาวตะวันตกชาติอื่นเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา ได้แก่ ฮอลันดา อังกฤษสเปนและฝรั่งเศส โดยเป็นพ่อค้าเข้ามาค้าขาย บ้างก็เป็นบาทหลวงเข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนาหรือนักท่องเที่ยวผจญภัย ชาวต่างชาติที่ได้เข้ามารับราชการในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา เช่น เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ชาวกรีซ ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับฝรั่งเศสสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนทางการฑูตระหว่างกัน ราชสำนักฝรั่งเศสให้การสนับสนุนด้านการทหารและอาวุธที่ทันสมัยแก่อยุธยา
ด้านสังคมหรือวัฒนธรรมกรุงศรีอยุธยาเป็นสังคมนานาชาติ มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติและศาสนา ผู้คนมีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่อกัน ชาวต่างชาติที่เข้ามาตั้งรกรากในพระนครศรีอยุธยา สามารถดำเนินชีวิตไปตามจารีตประเพณีแห่งชาติตนได้ ดังเช่น การประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนา มีการสร้างโบสถ์โดยชาวตะวันตกที่นับถือคริสต์ศาสนา์ และมัสยิดที่สร้างขึ้นโดยชาวอาหรับที่เป็นมุสลิมเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาเช่นเดียวกัน
ศิลปวัฒนธรรมสมัยอยุธยาสมัยอยุธยามีนักปราชญ์ราชบัณฑิตซึ่งเป็นบุคคลในราชสำนัก ได้สร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของชาติที่ตกทอดมายังสมัยปัจจุบันหลายแขนง เช่นวรรณกรรมวรรณกรรมหรืองานเขียนสมัยอยุธยามีอยู่หลายเรื่อง โดยมีจุดประสงค์ของแต่ละเรื่องแตกต่างกันไปวรรณกรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนา ได้แก่ มหาชาติคำหลวง และกาพย์มหาชาติวรรณกรรมเกี่ยวกับพิธีกรรม ได้แก่ ลิลิตโองการแช่งน้ำ และฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้างวรรณกรรมสรรเสริญพระมหากษัตริย์ ได้แก่ ยวนพ่าย คำฉันท์ยอพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าิปราสาททองวรรณกรรมด้านบันเทิง ได้แก่ สมุทรโฆษคำฉันท์ กาพย์แห่เรือต่าง ๆ
สถาปัตยกรรมเมื่อแรกตั้งกรุงศรีอยุธยาได้รับอิทธิพลมาจากขอม โดยจะสร้างพระสถูปอันเป็นหลักของพระอารามเป็นพระปรางค์ตามแบบขอม เช่น วัดพุทไธศวรรย์ วัดราชบูรณะ วัดพระศรีสรรเพชญ์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
การสิ้นสุดของอาณาจักรอยุธยาอยุธยาดำรงความเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1893จนกระทั่งได้มาถึงวาระสิ้นสุดในปี พ.ศ. 2310 อันเนื่องมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้
สาเหตุภายในปลายสมัยอยุธยานั้น ขุนนางในราชสำนักขาดความสามัคคี มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกและหาโอกาสแย่งชิ่งอำนาจกันอยู่เสมอ ส่งผลให้เกิดความแตกแยกในหัวเมืองต่าง ๆ ความไม่เป็นเอกภาพดังกล่าวนี้ เป็นจุดอ่อนที่ทำให้ไม่สามารถรับศึกจากกองทัพพม่า ที่สามารถเข้าโจมตีได้ในที่สุด
สาเหตุภายนอกสมัยอยุธยาตอนปลาย พม่าได้ยกทัพเข้ามารุกรานดินแดนไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2303เมื่อพระเจ้าอลองพญายกทัพเข้ามายึดมะริดและตะนาวศรี ในครั้งนั้นพระเจ้าอลองพญาทรงพระประชวรและเสด็จสวรรคตระหว่างทางเสียก่อน ในปี พ.ศ. 2307 พระเจ้ามังระ พระโอรสของพระเจ้าอลองพญาจึงยกทัพเข้ามาตีอาณาจักรอยุธยาอีกครั้ง เริ่มจากยึดทวาย มะริดและตะนาวศรีก่อน จากนั้นยกทัพเข้ามาตีเมืองต่าง ๆ คือ เชียงใหม่ ลำพูน และหัวเมืองฝ่ายเหนือของอยุธยา และยกทัพเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2309 และด้วยปัญหาภายในที่มีอยู่คือความแตกแยกของขุนนาง ซึ่งเป็นผู้ควบคุมกำลังไพร่พล นำมาซึ่งความไม่พร้อมในการรบ ทำให้อยุธยาพ่ายแพ้ต่อสงครามกับพม่าในปี พ.ศ.2310อย่างไรก็ตาม พระยาวชิรปราการหรือในเวลาต่ือมาคือ พระเจ้าตากสินมหาราช ได้เป็นผู้นำกลุ่มคนไทย กอบกู้เอกราชของชาติกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็วภายในปีเดียวกันนี้ และสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเมืองแห่งใหม่แทนกรุงศรีอยุธยา
5. ทาสหรือข้าเป็นกลุ่มคนระดับล่างสุดของสังคม ถือเป็นสมบัติส่วนตัวของนาย มีหน้าที่หลักคือรับใช้นายเงิน แต่ในยามที่บ้านเมืองเิกิดสงครามก็มีโอกาสถูกเกณฑ์ไปรบด้วยเช่นกัน
ความสัมพันธ์กับต่างประเทศสมัยอยุธยาุในสมัยอยุธยาตอนต้น มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาค้าขายและอาศัยอยู่ในอาณาจักร ที่สำคัญ่ได้แก่ ชาวจีน อินเดีย อาหรับ มลายู จนกระทั่งในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 พ.ศ. 2054 ได้มีชาวโปรตุเกสซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติแรกเดินทางเข้ามาติดต่ออยุธยา และได้ทำสนธิสัญญาระหว่างกันในปี พ.ศ. 2059 โดยทางอยุธยาอนุญาตให้ชาวโปรตุเกสเข้ามาค้าขายกับอยุธยาและเมืองท่าอื่น ๆ ได้ภายหลังต่อมา มีชาวตะวันตกชาติอื่นเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา ได้แก่ ฮอลันดา อังกฤษสเปนและฝรั่งเศส โดยเป็นพ่อค้าเข้ามาค้าขาย บ้างก็เป็นบาทหลวงเข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนาหรือนักท่องเที่ยวผจญภัย ชาวต่างชาติที่ได้เข้ามารับราชการในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา เช่น เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ชาวกรีซ ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับฝรั่งเศสสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนทางการฑูตระหว่างกัน ราชสำนักฝรั่งเศสให้การสนับสนุนด้านการทหารและอาวุธที่ทันสมัยแก่อยุธยา
ด้านสังคมหรือวัฒนธรรมกรุงศรีอยุธยาเป็นสังคมนานาชาติ มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติและศาสนา ผู้คนมีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่อกัน ชาวต่างชาติที่เข้ามาตั้งรกรากในพระนครศรีอยุธยา สามารถดำเนินชีวิตไปตามจารีตประเพณีแห่งชาติตนได้ ดังเช่น การประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนา มีการสร้างโบสถ์โดยชาวตะวันตกที่นับถือคริสต์ศาสนา์ และมัสยิดที่สร้างขึ้นโดยชาวอาหรับที่เป็นมุสลิมเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาเช่นเดียวกัน
ศิลปวัฒนธรรมสมัยอยุธยาสมัยอยุธยามีนักปราชญ์ราชบัณฑิตซึ่งเป็นบุคคลในราชสำนัก ได้สร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของชาติที่ตกทอดมายังสมัยปัจจุบันหลายแขนง เช่นวรรณกรรมวรรณกรรมหรืองานเขียนสมัยอยุธยามีอยู่หลายเรื่อง โดยมีจุดประสงค์ของแต่ละเรื่องแตกต่างกันไปวรรณกรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนา ได้แก่ มหาชาติคำหลวง และกาพย์มหาชาติวรรณกรรมเกี่ยวกับพิธีกรรม ได้แก่ ลิลิตโองการแช่งน้ำ และฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้างวรรณกรรมสรรเสริญพระมหากษัตริย์ ได้แก่ ยวนพ่าย คำฉันท์ยอพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าิปราสาททองวรรณกรรมด้านบันเทิง ได้แก่ สมุทรโฆษคำฉันท์ กาพย์แห่เรือต่าง ๆ
สถาปัตยกรรมเมื่อแรกตั้งกรุงศรีอยุธยาได้รับอิทธิพลมาจากขอม โดยจะสร้างพระสถูปอันเป็นหลักของพระอารามเป็นพระปรางค์ตามแบบขอม เช่น วัดพุทไธศวรรย์ วัดราชบูรณะ วัดพระศรีสรรเพชญ์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
การสิ้นสุดของอาณาจักรอยุธยาอยุธยาดำรงความเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1893จนกระทั่งได้มาถึงวาระสิ้นสุดในปี พ.ศ. 2310 อันเนื่องมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้
สาเหตุภายในปลายสมัยอยุธยานั้น ขุนนางในราชสำนักขาดความสามัคคี มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกและหาโอกาสแย่งชิ่งอำนาจกันอยู่เสมอ ส่งผลให้เกิดความแตกแยกในหัวเมืองต่าง ๆ ความไม่เป็นเอกภาพดังกล่าวนี้ เป็นจุดอ่อนที่ทำให้ไม่สามารถรับศึกจากกองทัพพม่า ที่สามารถเข้าโจมตีได้ในที่สุด
สาเหตุภายนอกสมัยอยุธยาตอนปลาย พม่าได้ยกทัพเข้ามารุกรานดินแดนไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2303เมื่อพระเจ้าอลองพญายกทัพเข้ามายึดมะริดและตะนาวศรี ในครั้งนั้นพระเจ้าอลองพญาทรงพระประชวรและเสด็จสวรรคตระหว่างทางเสียก่อน ในปี พ.ศ. 2307 พระเจ้ามังระ พระโอรสของพระเจ้าอลองพญาจึงยกทัพเข้ามาตีอาณาจักรอยุธยาอีกครั้ง เริ่มจากยึดทวาย มะริดและตะนาวศรีก่อน จากนั้นยกทัพเข้ามาตีเมืองต่าง ๆ คือ เชียงใหม่ ลำพูน และหัวเมืองฝ่ายเหนือของอยุธยา และยกทัพเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2309 และด้วยปัญหาภายในที่มีอยู่คือความแตกแยกของขุนนาง ซึ่งเป็นผู้ควบคุมกำลังไพร่พล นำมาซึ่งความไม่พร้อมในการรบ ทำให้อยุธยาพ่ายแพ้ต่อสงครามกับพม่าในปี พ.ศ.2310อย่างไรก็ตาม พระยาวชิรปราการหรือในเวลาต่ือมาคือ พระเจ้าตากสินมหาราช ได้เป็นผู้นำกลุ่มคนไทย กอบกู้เอกราชของชาติกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็วภายในปีเดียวกันนี้ และสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเมืองแห่งใหม่แทนกรุงศรีอยุธยา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น